รับทำเว็บไซต์ครบวงจร
เลือกภาษา Thai English     facebook


ติดต่อทำเว็บไซต์ โทร : O89-l79-O7l4 (ทุกวัน 24 ชั่วโมง)

รายการหลัก



บทความ


Page Ranking Tool

โทรทัศน์ระบบดิจิทัล


สอน ทีวีดิจิตอล DVB T2
> โทรทัศน์ระบบดิจิทัล


โทรทัศน์ระบบดิจิทัล หรือ โทรทัศน์ดิจิทัล (อังกฤษ: Digital television) หรือทีวีดิจิตอล คือการส่งผ่านของเสียงและวิดีโอโดยสัญญาณดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพสูงทั้งความคมชัดของภาพและเสียง การส่งข้อมูลแบบนี้สามารถส่งข้อมูลได้มากกว่าแบบแอนะล็อกในหนึ่งช่องสัญญาณ จึงเรียกได้อีกอย่างว่า Multicasting การส่งสัญญาณเป็นแบบดิจิตอลจึงทำให้ได้คุณภาพของภาพและเสียงดีกว่าด้วย เช่น โทรทัศน์ระบบ HDTV ตรงกันข้ามอะนาล็อกก็ใช้กับสัญญาณโทรทัศน์อะนาล็อก หลายประเทศจะเปลี่ยนการรับสัญญาณโทรทัศน์จากระบบอะนาล็อกเป็นโทรทัศน์ระบบดิจิทัล เพื่อออกอากาศโทรทัศน์แบบอะนาล็อกได้ จึงใช้วิทยุคลื่นความถี่เดิม โทรทัศน์แต่เดิมใช้ระบบอนาลอก (analog) หรือเชิงเส้นทั้งในภาคการส่งสัญญาณและภาครับสัญญาณ แต่ต่อมาเมื่อระบบคอมพิวเตอร์ได้มีการพัฒนาอย่างกว้างขวางขึ้น จึงได้มีการนำระบบคอมพิวเตอร์นำมาพัฒนาใช้ในการช่วยโทรทัศน์ แต่ต่อมาได้มีผู้เล็งเห็นว่าหากนำ เทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์มาผสมผสานกับเทคโนโลยีของโทรทัศน์ คงจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล คอมพิวเตอร์นั้นใช้ส่งสัญญาณ และรับสัญญาณในระบบดิจิตอล ดังนั้น จึงได้ปรับปรุงโทรทัศน์ให้ใช้ระบบดิจิตอลด้วย เนื่องจากโทรทัศน์ใช้กันทั่วโลก การเปลี่ยนระบบจากอนาลอกเป็นระบบดิจิตอล จึงต้องเปลี่ยนทั่วโลก ซึ่งคณะกรรมการสหภาพโทรคมนาคมสากล (ITU) กำลังประชุมกันอยู่ โดยกำหนดมาตรฐานดังนี้ 1.ระบบแพร่ภาพดิจิตอลผ่านดาวเทียม (DVB-S The Digital Video Broadcasting Satellite System) , 2.ระบบแพร่ภาพดิจิตอลผ่านสายเคเบิล (DVB-C the digital cable eleliverly system) และ 3. ระบบแพร่ภาพดิจิตอลภาคพื้นดิน (DVB-T the Digital Terrestrial Television System)

รับทำเว็บ  webUB.com


เนื้อหา [ซ่อน]
1 กลไกการทำงาน
1.1 ดิจิตอล คือ อะไร
1.2 คอมพิวเตอร์เข้ามาในโทรทัศน์ได้อย่างไร
1.3 ระบบดิจิตอลที่มีการบีบอัดสัญญาณ
2 การพัฒนาโทรทัศน์ภาคพื้นดิน (Terrestial Television)
2.1 การส่งโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล (Digital)
2.2 ISDB-T
2.3 ATSC
2.4 DVB-T2
3 ประโยชน์ของการส่งโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล
4 การรับโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล
4.1 โทรทัศน์ระบบดิจิทัลในไทย
4.2 มาตรฐานการส่งโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล
4.3 ระบบการส่งและการรับโทรทัศน์
5 การแพร่ภาพโทรทัศน์
6 บทความที่เกี่ยวข้อง
7 อ้างอิง
8 แหล่งข้อมูลอื่น
กลไกการทำงาน [แก้]

เป็นระบบการรับส่งสัญญาณภาพและเสียงที่มีข้อมูลที่มีการเข้ารหัสเป็นดิจิตอล ทีมีค่า “0” กับ “1” เท่านั้น โดยมีกระบวนการต่าง ๆ ที่จะทำการแปลงสัญญาณภาพและเสียงให้เป็น ดิจิตอล มีการบีบอัดข้อมูล ทำการเข้ารหัสข้อมูล ก่อนที่จะทำการมอดูเลตข้อมูลดิจิทัลเหล่านี้เพื่อส่งผ่านตัวกลางไปสู่ผู้รับปลายทาง ซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับโทรทัศน์ระบบอะนาล็อก เมื่อสัญญาณดิจิตอลถูกส่งมายังเครื่องรับโทรทัศน์ จะผ่านกระบวนการบีบอัดข้อมูลสัญญาณดิจิตอล โดย MPEG-2 หรือ MPEG-4 ทำการถอดรหัส หลังจากนั้นสัญญาณจะถูกส่งไปยังหลอดภาพ แล้วหลอดภาพจะยิงลำแสงออกไปยังหน้าจอโทรทัศน์ ทำให้เกิด Pixel (จุดภาพ) บนจอภาพ ซึ่งในระบบ HDTV นั้นจะให้ภาพที่มีความละเอียดของ Pixel สูงกว่าโทรทัศน์ทั่วไปมาก จึงทำให้ภาพที่ออกมามีความคมชัด ละเอียด และไม่มีการกระพริบของสัญญาณภาพ ลักษณะการยิงลำแสง แบ่งได้ 2 แบบ คือ Interlaced Scanning และProgressive Scanning[1]
480i/576i (SDTV) เป็นสัญญาณโทรทัศน์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นแบบดิจิทัล[2]
480p/576p (EDTV) เป็นโทรทัศน์ที่มีความชัดเจนเพิ่มขึ้น (Enhanced Definition Television) หรือEDTV ที่ให้ภาพชัดเจนใกล้เคียงกับ HDTV ซึ่งดีกว่าที่รับชมกันในขณะนี้และทุกวันนี้สามารถ เล่นแผ่นดีวีดีทั้งหมดกับ EDTV ได้
720p (HDTV) เป็น HDTV format ที่ให้คุณภาพใกล้เคียงกับ 1080i แต่ก็ยอมให้ส่งสัญญาณ 480p ได้ด้วย
1080i (HDTV) เป็น HDTV image ที่มีคุณภาพของภาพที่คมชัดซึ่งเป็นแบบที่ผู้ให้บริการโทรทัศน์ใช้อยู่
ดิจิตอล คือ อะไร [แก้]
ดิจิต แปลว่า นิ้ว ในสมัยโรมันการคิดเลขใช้วิธีนับนิ้ว ดังนั้น อะไรที่ใช้คิดเลขก็จะเรียกว่า ดิจิตอล เนื่องจากนิ้วมี 10 นิ้ว การนับจึงเรียกว่าเลขฐาน 10 คือ นับ ตั้งแต่ 1,2,3,4,5,6,7,8,9,0 เมื่อถึง 0 แล้วจะนับต่อต้องเอาเลขมาเรียงกันก็จะได้ 10,11,12,13,14,15 เป็นต้น มีวิธีนับอีกวิธีหนึ่ง ที่เรียกว่า เลขฐาน 2 คือ 1 และ 0 ตัวเลขฐาน 1 และ 0 ตัวเลขฐาน 2 นี้จะเรียงต่อกันไปและเปลี่ยนเป็นเลขฐาน 10 ได้เช่น 0 เท่ากับ 0 , 1 เท่ากับ 1 , 10 เท่ากับ 2 , 11 เท่ากับ 3 เป็นต้น ตัวเลข 0 และ 1 ที่วิ่งตามกันเป็นแถวก็จะสามารถปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้ถูกต้องได้ไม่ยาก เพราะไม่ใช่ 0 ก็ต้องเป็น 1 ไม่ใช่ 1 ก็ต้องเป็น 0 คอมพิวเตอร์ใช้สัญญาณดิจิตอล คือ เลข 0 และ เลข 1 เวลาส่งสัญญาณก็แปลงเป็นไฟฟ้าก่อน ที่ใดมีสัญญาณ 0 คือ ปิดสวิทซ์ ถ้าเปิดสวิตซ์ สัญญาณก็จะเป็น 1 ด้วยวิธีการเปิด และปิดสวิตซ์นี้ เราก็สามารถส่งสัญญาณดิจิตอลได้ การเปิดและปิดสวิตซ์นี้ใช้วงจรอิเล็กทรอนิกส์ จึงทำให้เปิด-ปิดได้เร็วและเรียบร้อย
คอมพิวเตอร์เข้ามาในโทรทัศน์ได้อย่างไร [แก้]
ในระยะแรกคอมพิวเตอร์เข้ามาในวงการโทรทัศน์เพื่อมาช่วยในบริหารและการจัดการ เช่น คิดบัญชี ทำบัญชีสิ่งของ ทำบัญชีบุคลากร และการใช้เป็นเครื่องมือในสำนักงาน เป็นต้น ต่อมาก็ใช้ในการทำระบบอัตโนมัติในสำนักงาน ใช้ในการช่วยส่งข่าวบ้าง ใช้ในการบันทึกข้อความบ้าง ต่อมาเมื่อมีระบบกราฟิกเข้ามา ได้ใช้คอมพิวเตอร์ทำตัวอักษรและทำกราฟิคต่างๆ ตลอดจนช่วยในการทำภาพโฆษณาต่างๆ ตลอดจนช่วยในการทำภาพโฆษณา ภาพพิเศษต่างๆ ภาพที่คอมพิวเตอร์สร้างขึ้นทำได้สวยงามวิจิตรพิสดารเป็นอย่างมาก เช่น ภาพนกกินหยดน้ำ นกที่ทำด้วยคอมพิวเตอร์สวยยิ่งนัก ทำให้เกิดภาพอื่นๆ ขึ้นมาอีกมากมายหลายแบบ จนกระทั่งทำให้ภาพนิ่งเคลื่อนไหวได้ (Animation) ตัวการ์ตูนตัวเดียว สามารถเคลื่อนไหวได้สารพัด ทำให้ สามารถสนองตอบจินตนาการของผู้สร้างภาพยนตร์การ์ตูน ได้เป็นอย่างดีทั้งนี้เพราะดิจิตอลสามารถเปลี่ยนแปลง และแปรผันได้ตามโปรแกรมที่จัดเข้ามา
การบันทึกภาพในระบบอนาลอกนั้น เมื่อนำไปกระทำซ้ำต่อกันหลายครั้ง ภาพจะมีคุณภาพลดลง คือ ไม่ชัดเท่ากับต้นฉบับ แต่ในระบบดิจิตอลนั้นแม้จะนำไปกระทำซ้ำ ต่อเนื่องกันหลายสิบครั้งภาพก็ยังคงมีคุณภาพคงเดิม ด้วยข้อดีนี้จึงมีการนำเอาระบบดิจิตอล มาใช้ในเครื่องบันทึกภาพโทรทัศน์และเครื่องบันทึกภาพ แบบอื่นๆ ต่อมาได้มีการพัฒนากล้องโทรทัศน์ให้เป็นระบบดิจิตอลบ้าง การนำเอาดิจิตอลมาใช้กับกล้องโทรทัศน์นี้ มิใช่ว่าจะทำให้คมชัดอย่างเดียวเพราะกล้องที่คมชัดมากๆ ภาพจะไม่สวย เพราะจะเห็นสิวฝ้า ตลอดจนรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ชนิดที่เจ้าของหน้าเห็นเข้าอาจเป็นลมไปเลยก็ได้ แต่ดิจิตอลมีข้อดีตรงที่บังคับ และเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่มอัตโนมัติ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยสิวและรอยเหี่ยวย่นก็จะกลายเป็นหน้าที่มีผิวสีชมพูระเรื่อ ผิวเนียนอย่างนางงามผิวเนียนอะไรอย่างนั้น แต่ก็จะเป็นเฉพาะบางกล้องเท่านั้น เพราะกล้องดิจิอตอลที่คุณภาพต่ำก็มี แตถ้าคุณภาพสูง ภาพจะสวยแต่ราคาก็จะแพงมากเช่นกัน
เมื่อกล้องก็เป็นดิจิตอลแล้วอุปกรณ์อื่นๆ เช่น เครื่องตัดต่อภาพ เครื่องลำดับภาพ เครื่องทำภาพพิเศษ เครื่องกำเนิดสัญญาณซิงค์ เครื่องกระจายสัญญาณและเครื่องควบคุมอื่นๆ ก็ได้รับการพัฒนาให้เป็นดิจิตอลไปด้วยรวมถึงทั้งอุปกรณ์ห้องส่ง หรืออุปกรณ์ห้องผลิตรายการทั้งหมด แม้แต่การบังคับไฟที่ให้แสงในการถ่ายทำก็บังคับด้วยดิจิตอล รวมความแล้ว่าระบบในห้องส่งโทรทัศน์ได้รับการพัฒนาให้เป็นระบบเป็นดิจิตอลทั้งหมด สายที่ส่งสัญญาณเข้ามาก็ถูกเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอล แต่การส่ง สัญญาณ จากสถานีไปยังเครื่องรับโทรทัศน์ตามบ้านผู้ชมนั้นยังไม่ได้ ใช้ระบบดิจิตอล เพราะเครี่องรับโทรทัศน์ของผู้ชมยังเป็นอนาลอกอยู่ การที่จะเปลี่ยนเครื่องรับหลายพันล้านเครื่องให้เป็นระบบดิจิตอล โดยโยนเครื่องเก่าทิ้งหมดนั้นทำไม่ได้ เป็ฯการเดือดร้อนต่อประชาชนผู้รับชมแต่ความจำเป็นในการเปลี่ยนระบบก็ยังคงมีเพราะทุกวันนี้ความถี่วิทยุมีจำนวนจำกัด ส่วนสถานีวิทยุโทรทัศน์ตลอดจนการสื่อสารต่างๆ เกิดขึ้นทุกวันจึงมีความจำเป็นต้องใช้ความถี่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังนั้นระบบดิจิตอลจึงสามารถตอบรับความต้องการนี้ได้เป็นอย่างดีเพราะระบบดิจิตอลสามารถบีบอัดความกว้างของช่องสัญญาณให้ลดลง ทำให้สามารถเพิ่มช่องทางการส่งสัญญาณได้อีกมากมาย
ตัวอย่างเช่น ดาวเทียม 1 ดวงมี ช่อง สัญญาณดาวเทียม 12 ช่องสัญญาณถ้าจะส่งโทรทัศน์ในระบบอนาลอกไม่มีการบีบอัดสัญญาณจะส่งได้ ทั้งหมด 24 ช่องโทรทัศน์ คือ 2 ช่องต่อ 1 ทรานสปอนเดอร์ แต่ถ้าส่งในระบบดิจิตอลและมีการบีบอัดสัญญาณ (Compression) จะสามาระส่งได้ถึง 10 ช่อง โทรทัศน์ต่อ 1 ทรานสปอนเดอร์ ดาวเทียมดวงหนึ่ง 12 ทรานสปอนเดอร์ จะส่งโทรทัศน์ได้ถึง 120 ช่อง สายเคเบิลก็เช่นเดียวกัน ถ้าส่งในระบบอนาลอกก็จะส่งได้น้อยช่องกว่าส่งด้วย
ระบบดิจิตอลที่มีการบีบอัดสัญญาณ [แก้]
การส่งโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลนั้นได้เริ่มต้นโดยการส่งสัญญาณผ่านทางดาวเทียมและโทรทัศน์ทางสาย หรือ เคเบิลเทเลวิชั่น (Cable Television) และเนื่องจากระบบดิจิตอลนี้ ควบคุมได้ง่าย การสั่งการก็ง่าย จึงเกิดโทรทัศน์ 2 ทางขึ้นและเกิดรายการ เปย์เปอร์วิว (Pay Per View) หรือการรับชมรายการที่ต้องจ่ายเงินเป็นรายเรื่อง และเนียร์วีดิโอออนดีมานด์ (Near video on Demand) คือการรับชมตามเวลาที่กำหนดโดยต้องจ่ายค่าบริการเป็นรายเดือนและ วิดิโอออนดีมานด์ (Video on Demand) คือ การรับชมรายการใดก็ได้ตามรายการที่ระบุไว้โดยต้องจ่ายค่าบริการเป็นรายเดือน
ส่วนการรับสัญญาณนั้นก็จำเป็นจะต้องให้เครื่องรับโทรทัศน์ที่ใช้อยู่เดิมรับได้ด้วย ดังนั้นหากใครต้องการที่จะรับโทรทัศน์จากดาวเทียมก็ต้องมีจานรับประกอบกับอุปกรณ์ร่วม คือ กล่องไออาร์ดี (IRD) ซึ่งต้องนำมาติดตั้ง กับเครื่องรับโทรทัศน์ก็จะสามารถรับโทรทัศน์ จากดาวเทียมในระบบดิจิตอลได้ ซึ่งเรารู้จักกันในนาม ดีทีเอช ( DTH ) หรือ ไดเร็คทูโฮม ( Direct to home ) โดยจานจะรับสัญญาณจากดาวเทียมมาขยายและส่งเข้ากล่องไออาร์ดี กล่องนี้จะแปลงสัญญาณดิจิตอลจากดาวเทียมให้เป็นสัญญาณโทรทัศน์ ในระบบอนาล็อกแล้วส่งไปยังเครื่องรับโทรทัศน์
ส่วนระบบเคเบิลทีวีก็มีกล่องอยู่ด้านหน้าหรือด้านบนของเครื่องรับโทรทัศน์เดิมเช่นกัน เรียกว่าเซททอปบ๊อก (Set top box) กล่องนี้ก็จะทำหน้าที่แปลงสัญญาณโทรทัศน์ในระบบอนาล็อกและเปลี่ยนช่องสัญญาณส่งเข้าเครื่องรับโทรทัศน์ ส่วนการควบคุมการใช้ทางเคเบิลทีวีก็จะควบคุมจากรีโมทคอนโทรลและเนื่องจากเป็นระบบดิจิตอล การควบคุมก็จะทำได้อย่างสะดวก การสั่งฉายภาพยนตร์เรื่องที่ต้องการก็สามารถสั่งได้ตามเวลาที่กำหนดไว้ หรือเปลี่ยนช่องสัญญาณได้ง่ายการปรับแต่งต่าง ๆ ทำได้ง่าย ๆ
การพัฒนาโทรทัศน์ภาคพื้นดิน (Terrestial Television) [แก้]

ในขณะที่โทรทัศน์จากดาวเทียมขยายกิจการมากขึ้น มีการถ่ายทอดข้ามโลกและครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น ทางเคเบิลทีวีก็พัฒนาระบบมากขึ้น มีการให้บริการมากขึ้น ทางโทรทัศน์ที่ส่งด้วยสายอากาศภาคพื้นดิน ก็ต้องขยับตัวเพราะต้องการช่องสัญญาณมากขึ้น การพัฒนาโทรทัศน์ภาคพื้นดินนั้น มีความพยายามที่จะเพิ่มสถานีโทรทัศน์ให้มากขึ้นโดยการใช้ช่องสัญญาณความถี่ในย่านยูเอชเอฟ นอกจากนั้นยังมีความพยายามทำโทรทัศน์ให้มีความคมชัดมากขึ้น และมีรายละเอียดมากขึ้นที่เรียกว่า เอชดีทีวี (HDTV) แต่ก็ต้องเลิกล้มไปเพราะเห็นว่าระบบที่พัฒนานั้นเป็นระบบอนาล็อก ซึ่งจะพัฒนาต่อไปก็คงยากจึงหันมาพัฒนาโทรทัศน์ HDTVในระบบดิจิตอลแทน
การส่งโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล (Digital) [แก้]
เดิมทีการส่งโทรทัศน์จะส่งในระบบอนาลอก ( Analog ) แต่เมื่อมีสถานีส่งโทรทัศน์มากขึ้นก็เกิดปัญหาสัญญานรบกวนกันเกิดขึ้น เพราะความถี่มีจำนวนจำกัด การส่งโทรทัศน์ในระบบอนาลอกนั้น ในเมืองเดียวกันจะส่งความถี่ใกล้เคียงกันไม่ได้ ต้องส่งช่องเว้นช่อง เช่นใน กทม. ส่งช่อง 3 5 7 9 11 จะส่งช่อง 2 4 6 8 10 12 ไม่ได้ ถ้าจะส่งช่อง 2 4 6 8 10 12 จะต้องส่งให้ห่างจาก กทม. อย่างน้อย 200 กม. เช่นที่ นครสวรรค์ ระยอง หรือ ประจวบคีรีขันธ์ นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่น ๆ อีก อาทิ
1. สัญญาณรบกวนจากอุปกรณ์ไฟฟ้าและแม่เหล็กอื่น ๆ ทำให้ภาพไม่คมชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่องที่มีความถี่ต่ำ
2. สัญญาณที่ส่งมาจากสถานีวิทยุหรือโทรทัศน์อื่น ๆ มารบกวนทำให้รับไม่คมชัด
3. สัญญาณที่สะท้อนจากตึก สิ่งปลูกสร้าง หรือภูเขาทำให้เกิดเงาที่จอเครื่องรับโทรทัศน์ ทำให้ได้รับไม่ชัดเจนและน่ารำคาญ
4. เนื่องจากไม่สามารถบีบอัดสัญญาณได้ จึงต้องใช้ความถี่มากทำให้มีสถานีได้น้อย
5. การที่จะส่งสัญญาณอื่น ๆ ร่วมไปด้วยทำได้โดยยาก
ยังมีเหตุผลอื่น ๆ อีก แต่เหตุผลที่สำคัญคือ การมีช่องสัญญาณน้อยไม่พอใช้ จึงต้องนำระบบทีวีดิจิตอล มาแก้ปัญหาเพื่อให้มีช่องสัญญาณออกอากาศรายการได้มากขึ้น และมีช่องรายการที่มีความคมชัดสูง เพิ่มขึ้น โดยระบบโทรทัศน์ภาคพื้นมีหลายแบบที่ใช้เช่น
ISDB-T [แก้]
ประวัติความเป็นมา
ในยุค ค.ศ.1980 กล้องถ่ายโทรทัศน์แบบ HD (ในสมัยนั้นคือ MUSE Hi-Vision) ระบบบันทึกภาพและระบบต่างๆทันสมัยกว่าทีวียุคแรก ทำให้ในปี ค.ศ.1982 ศูนย์วิจัยของ NHK ได้พัฒนา MUSE (ชื่อเต็มคือ Multiple sub-nyquist sampling Encoding) เป็นระบบภาพแบบ HD 16:9 ระบบแรกของโลก โดยใช้การบีบอัดข้อมูลแบบดิจิตอล และทาง NHK ได้คิดค้นระบบส่งสัญญาณแบบทีวีดิจิตอลไว้ด้วย แต่ในสมัยนั้นก็ต้องใช้ระบบทีวีอนาล๊อกออกอากาศ ทำให้ต้องแปลงจากดิจิตอลไปอนาล๊อกก่อนออกอากาศให้ได้รับชมกัน ในปี ค.ศ.1987 ทาง NHK ได้เอาระบบนี้ไปทดลองและไปแสดงตัวอย่างที่ Washington D.C. ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อให้เอาไปใช้กับระบบทีวีดิจิตอลที่ญี่ปุ่นคิดขึ้นมา ทางอเมริกาสนใจระบบนี้มาก แต่ในที่สุด อเมริกาก็ไปใช้ดิจิตอลทีวีระบ ATSC ที่คิดขึ้นเอง (ใช้ในกลุ่มประเทศของอเมริกาและเกาหลีใต้) ส่วนทางยุโรปไปใช้ DVB ที่ทางยุโรปคิดเองเช่นกัน (ใช้ในยุโรป แอฟริกา โอเชียเนีย และเอเซีย) ซึ่งทาง NHK ได้คิดค้นระบบการส่งสัญญาณโทรทัศน์แบบดิจิตอลได้เสร็จสมบูรณ์ในปลายยุค ค.ศ.1980 นั่นก็คือระบบ ISDB ซึ่งระบบ ISDB-T ซึ่งทาง NHK เป็นผู้คิดค้นได้นำมาใช้ในญี่ปุ่น โดยเริ่มออกอากาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ.2003
คุณสมบัติเด่นๆของ ISDB-T
ใช้คลื่น UHF ความถี่ 470-770MHz ในการออกอากาศ รวมใช้คลื่น 300MHz โดยสามารถแบ่งได้เป็น 50ช่องสัญญาณ โดยจะมีตั้งแต่ช่องสัญญาณที่ 13จนถึง62 1ช่องสัญญาณจะใช้ 6MHz (ที่จริงสัญญาณมี 5.572MHz แต่อีก 430 kHz ใช้สำหรับแบ่งช่วงช่องสัญญาณ ไม่ให้ช่องตีกัน)
สามารถผสมช่องได้หลายแบบ ทั้งเอาช่อง HD+SD และ 1Seg (ทีวีดิจิตอลในมือถือ) ใส่เข้าไปช่องสัญญาณช่องเดียวได้ โดยจะสามารถเปลี่ยนการใส่ช่องให้เป็น HD+HD, HD+SD, SD+SD ได้ทันที
สามารถรับสัญญาณจากเสาอากาศภายในบ้านได้ (จะยาวแค่20-30ซมก็ไหว แปะหลังทีวีได้เลย) โดยช่องอยู่ครบ ขอแค่สัญญาณไม่หาย
สามารถรับสัญญาณภาพแบบ HD ได้ แม้จะเคลื่อนที่ในความเร็ว 100กม/ชม
มีระบบป้องกันภาพซ้อน เงาซ้อน หรือคลื่นไฟฟ้ารบกวน เมื่อใช้กับไฟฟ้าที่มีความเสถียรต่ำ
สามารถส่งสัญญาณคลื่นความถี่เดิมได้ แม้จะทวนสัญญาณกี่ครั้งก็ตาม โดยช่องจะอยู่ช่องเดิมคลื่นเดิม ไม่โดนแทรกสัญญาณ (ยกตัวอย่างช่องทีวีของเขตโตเกียว ซึ่งจะออกอากาศในเขต Kanto ทั้งหมดที่มีพื้นที่ประมาณ 3หมื่น ตร.กม ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนคลื่น ใช้แค่การทวนสัญญาณ)
สามารถใส่ข้อมูลออกอากาศ เวลา ข้อมูลแบบโต้ตอบได้ (Interactive) ผสมมากับสัญญาณได้เลย โดยรองรับสัญญาณอินเตอร์เน็ตผสมในคลื่นสัญญาณด้วย สามารถโต้ตอบข้อมูลส่งกลับไปทางสถานีได้ โดยที่ใช้สัญญาณทีวีนี่แหละ
การดำเนินการ
ทีวีดิจิตอลญี่ปุ่นไม่ต้องประมูล สามารถทำโครงข่ายได้ทันทีเพราะใช้เสาสัญญาณของตัวเองด้วย ไม่ต้องพึ่งใคร
ทีวีดิจิตอลญี่ปุ่นเริ่มออกอากาศใน3เมืองใหญ่ คือ โตเกียว นาโกย่า และโอซาก้า ออกอากาศได้ครบทั้งประเทศในปี ค.ศ.2006 และปิดทีวีอนาล๊อกพร้อมกันทั้งประเทศในวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ.2011 แต่3จังหวัดที่ได้รับผลกระทบสึนามิ ปิดทีวีอนาล๊อกเมื่อ 31 มีนาคม ค.ศ.2012 [3จังหวัดนั้นเป็นการเลื่อนโดยกำหนดฉุกเฉิน]
ในปี ค.ศ.2003 ในตอนที่เริ่มออกอากาศทีวีดิจิตอลในญี่ปุ่น ในขณะนั้นคาดการณ์ว่ามีทีวีอยู่ประมาณ 100ล้านเครื่องทั่วประเทศ ในเดือน เมษายน ค.ศ.2005 มีผู้ใช้ทีวีดิจิตอลแล้วประมาณ 10ล้านเครื่อง ซึ่งที่ประชาชนเปลี่ยนไปใช้ระบบทีวีดิจิตอลกันได้ไวนั้น เพราะค่าอุปกรณ์ที่ถูก เพราะไม่ต้องนำเข้า โดยราคาเครื่องรับในปี ค.ศ.2006 อยู่ที่ 19800เยน (เงินไทยตอนนี้ก็ 6พันกว่าบาท ซึ่งถือว่ารับได้ถ้าเทียบกับค่าครองชีพ) ซึ่งในสมัยนั้นคนก็เริ่มไปใช้การซื้อทีวีใหม่ซึ่งมีตัวรับทีวีดิจิตอลในตัวหรือซื้อกล่องราคาแพงหน่อย เพื่อได้คุณสมบัติครบถ้วน เช่น อัดรายการเก็บไว้ ในปี ค.ศ.2009 ทางห้าง AEON ได้เปิดตัวกล่องทีวีดิจิตอลราคาถูก ราคาแค่ประมาณ 5-6พันเยนเท่านั้น (เงินไทยประมาณ1500-1800บาท) ซึ่งกล่องรุ่นนี้ผลิตสำหรับคนงบน้อย โดยกล่องนี้จะไม่มีช่อง HDMI (ดูภาพแบบ HD ไม่ได้) ซึ่งจะที่ดูโดยรวมแล้ว ประชาชนจะหันไปซื้อทีวีใหม่กันมากกว่าจะซื้อกล่อง เพราะในเมื่อทันสมัยขึ้น ทีวีก็สามารถทำได้ครบเหมือนที่กล่องทีวีดิจิตอลทำได้
การเข้าถึงทีวีดิจิตอลโดยใช้บัตร B-CAS ในประเทศญี่ปุ่น การจะดูทีวีดิจิตอลได้จะต้องมีบัตรที่เรียกว่า B-CAS ถ้าไม่มีบัตร ก็จะดูไม่ได้ โดยบัตรจะมีให้เมื่อซื้ออุปกรณ์ที่มีตัวรับทีวีดิจิตอล ทั้ง ทีวีที่รองรับทีวีดิจิตอล กล่องทีวีดิจิตอล ทีวีติดรถยนต์ โน๊ตบุ๊คที่มีตัวรับทีวีดิจิตอลในตัว จะยกเว้นแต่ 1Seg หรือ ทีวีดิจิตอลมือถือที่ไม่ต้องใช้ B-CAS สามารถดูได้เลย การใช้ก็แค่เสียบเข้าไปในช่องใส่บัตร B-CAS ก็จะใช้ดูทีวีได้เลย โดยเราจะต้องนำบัตรไปลงทะเบียนก่อน โดยจะมีใบลงทะเบียนมาให้พร้อมบัตรเลย (สมมติซื้อทีวี จะมีบัตรและใบลงทะเบียนมาให้ในกล่องเลย) ที่จริงบัตรนั้นก็ยังใช้ดูทีวีได้แม้ยังไม่ได้ลงทะเบียน ที่จริงบัตรนั้นก็ยังใช้ดูทีวีได้ แต่จะไม่ได้เต็มความสามารถ เช่น ถ้าเราไม่นำไปยืนยันก็จะมีลายน้ำของโลโก้ช่องขึ้นที่มุมของจอ(โลโก้ช่องนั่นแหละ อัดรายการมาก็จะมีลายน้ำติดมาด้วย) และจะใช้ระบบInteractive ของรายการทีวีไม่ได้ โดยคนญี่ปุ่นส่วนมากจะไม่นำบัตรไปลงทะเบียน เพราะกลัวโดนนำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ทำอย่างอื่น โดยถ้าบัตรหายหรือบัตรใช้ไม่ได้ ก็สามารถทำบัตรใหม่ได้โดยใช้เลขทะเบียนเดิม เสียค่าทำใหม่ 2พันเยน (ประมาณ620บาท)
ระบบ ISDB-T ในต่างประเทศ
ประเทศบราซิล ก็สนใจ ISDB-T เพื่อใช้ในทีวีดิจิตอลของประเทศตัวเอง เลยขอนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ โดยเปลี่ยนคุณสมบัติใหม่ จนกลายเป็น ISDB-Tb ซึ่งระบบนี้ประเทศอื่นๆในอเมริกาใต้ก็นำไปใช้ด้วย (แต่มีระบบที่แยกย่อยไปอีก รวมทั้งหมดมีระบบISDBที่ใช้กันอยู่4ประเภท เพราะระบบปรับแต่งง่ายจึงแยกย่อยตามแต่ละประเทศ) โดยทางบราซิลได้นำไปปรับปรุงให้ใช้กับการบีบอัดภาพแบบ MPEG4 (ต้นตำรับของญี่ปุ่นใช้ MPEG2และใช้จนถึงปัจจุบัน) โดยบราซิลให้เหตุผลที่ใช้ระบบนี้ว่าระบบ ISDB-T ของญี่ปุ่น มีคุณสมบัติที่ยืดหยุ่นกว่า ปรับแต่งระบบได้ง่าย และรองรับการออกอากาศทั้งในทีวีและมือถือในระบบเดียวกัน ไม่ต้องแบ่งช่องสัญญาณใหม่ด้วย โดยวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ.2006 บราซิลได้เลือกระบบนี้ในการออกอากาศทีวีดิจิตอล เริ่มออกอากาศเป็นทางการในเดือนพฤษจิกายน ค.ศ.2007 โดยจะให้ครอบคลุมและดำเนินการให้เสร็จในปี ค.ศ.2016
ส่วนเรื่องทีวีดิจิตอลบนมือถือ ทางบราซิลก็ให้เหตุผลว่าระบบของญี่ปุ่นนั้น ปรับแต่งง่าย ไม่ต้องทำระบบใหม่ รับสัญญาณได้ทุกที่ๆทีวีออกอากาศได้ ทำให้ออกอากาศได้ฟรี มีคนใช้เยอะ ไม่เหมือนอเมริกาและยุโรปที่ใช้กันไม่ทั่วถึงและในบางประเทศมีการเก็บค่าดู ทำให้ระบบอื่นไปไม่รอด
ประเทศที่ใช้ระบบ ISDB-T เป็นมาตรฐานทีวีดิจิตอลอย่างเป็นทางการ
เปรู ประกาศเมื่อ 23 เมษายน ค.ศ.2009 ใช้ตามญี่ปุ่น (ISDB-T ต้นฉบับ)
อาร์เจนติน่า ประกาศเมื่อ 28 สิงหาคม ค.ศ.2009 ใช้ระบบ ISDB-T แบบ SATVD-T (เป็นระบบปรับปรุงเฉพาะอาร์เจนติน่า)
ชิลี ประกาศเมื่อ 14 กันยายน ค.ศ.2009 ใช้ตามญี่ปุ่น
เวเนซุเอลา ประกาศเมื่อ 6 ตุลาคม ค.ศ.2009 ใช้ตามญี่ปุ่น
เอกวาดอร์ ประกาศเมื่อ 26 มีนาคม ค.ศ.2010 ใช้ตามญี่ปุ่น
คอสตา ริกา ประกาศเมื่อ 29 เมษายน ค.ศ.2010 ใช้ ISDB-Tb (ใช้ตามบราซิล)
ปารากวัย ประกาศเมื่อ 1 มิถุนายน ค.ศ.2010 ใช้ ISDB-T International
ฟิลิปปินส์ ประกาศเมื่อ 11 มิถุนายน ค.ศ.2010 ใช้ตามญี่ปุ่น (ตอนนี้มีออกอากาศในหัวเมืองใหญ่ ทดลองช่องHDในเมืองมะนิลา มา2ปีแล้ว)
โบลิเวีย ประกาศเมื่อ 6 กรกฎาคม ค.ศ.2010 ใช้ ISDB-T International
อุรุกวัย ประกาศเมื่อ 27 ธันวาคม ค.ศ.2010 ใช้ตามญี่ปุ่น (ที่จริงเลือก DVB-T ของยุโรปไว้เมื่อ ค.ศ.2007 แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาใช้ ISDB-T)
มัลดีฟส์ ประกาศเมื่อ 15 พฤศจิกายน ค.ศ.2011 ใช้ตามญี่ปุ่น (ใช้การจัดคลื่นความถี่แบบเดียวกับยุโรปคือ1ช่องสัญญาณใช้ 8MHz โดยระบบญี่ปุ่นใช้ 6MHz)
1ช่องสัญญาณใส่ได้เท่าไร?
ตามสเปคของ ISDB-T ต้นตำรับจากญี่ปุ่น
รุปแบบคลื่นสัญญาณ = VHF/UHF, SHF (ใช้จริงคือ UHF)
บิตเรตสัญญาณต่อ1ช่องสัญญาณ = 23Mb/s
แบนวิทช่องสัญญาณ = 5.6MHz (ที่จริงมันก็คือ 6MHz นั่นแหละ ที่ขาดคือ สัญญาณที่ป้องกันช่องตีกัน)
2คุณสมบัติช่อง HD ที่ช่องทีวีญี่ปุ่นใช้
ระบบบีบอัดสัญญาณ = MPEG2
บิตเรตรวมต่อ1ช่องทีวี = 14-14.5Mb/s
ความละเอียดภาพ = 1440x1080 (ถือเป็น 1080i เหมือนกัน เป็นการใช้พิกเซลแนวนอนแบบ 2:1)
บิตเรตภาพ = 13.5-14Mb/s
เฟรมเรตจริง = 59.94FPS
เสียง = AAC 2CH (บิตเรต192Kb/s), Dolby Digital 2CH (บิตเรต256Kb/S) ส่วน 5.1CH
ATSC [แก้]
ประวัติความเป็นมา
ระบบ ATSC (ชื่อเต็มคือ Advanced Television Systems Committee) เป็นระบบที่ถูกคิดค้นในปี ค.ศ.1983 และเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ.1987 ซึ่งในปีที่พัฒนาได้สำเร็จเนี่ย ทาง NHK จากญี่ปุ่นได้มาแสดงระบบภาพ MUSE Hi-Vision พร้อมนำ ISDB-T มาแสดงที่ Washington D.C. เพื่อให้อเมริกาได้เลือกใช้ แต่อเมริกาไม่เลือก เพราะมีระบบของตัวเองอยู่แล้ว โดยระบบสร้างขึ้นมาเพื่อจัดสรรช่องให้เป็นระบบ ให้ภาพนั้นชัดไม่มีสัญญาณรบกวน รองรับภาพความละเอียดสูง และใส่ช่องได้จำนวนมาก โดยระบบนี้ได้รับการรับรองจาก คณะกรรมการการสื่อสารแห่งชาติสหรัฐในปี ค.ศ.1996 ในปี ค.ศ.1998 ได้มีการเริ่มทดลองทีวีดิจิตอลระบบ ATSC และในปลายปี ค.ศ.2006 ก็ถึงกำหนดเวลาที่จะเริ่มออกอากาศเต็มตัวทั้งประเทศ ตามข้อกำหนดที่เขียนไว้ในปี ค.ศ.1996 และเริ่มปิดทีวีอนาล๊อกในประมาณกลางปี ค.ศ.2009 ในปี ค.ศ.2008 อเมริกามีการประมูลคลื่นความถี่ครั้งใหญ่ นั่นคือคลื่น 700MHz งานนนี้ประมูลทั้งคลื่นสัญญาณโทรทัศน์ คลื่นโทรศัพท์ ทำให้เปลี่ยนคลื่นการออกอากาศทีวี จากช่องสัญญาณที่ 52-69 (แต่เดิมใช้ทำทีวีอนาล๊อกตั้งแต่ยุคเริ่มแรก) มาให้อยู่ในช่องสัญญาณที่ 2 ถึง 51 (เอาทีวีอนาล๊อกที่ยังเหลืออยู่และทีวีดิจิตอลมาใส่ในคลื่นนี้) ส่วนช่องสัญญาณ 52-69 นั้น เอาไปทำคลื่นโทรศัพท์
คุณสมบัติเด่นของ ATSC รุ่น 1.0 (มาตรฐาน A/53 ประเทศที่ใช้ระบบATSCยังใช้ตามาตรฐานนี้อยู่)
ใช้การจัดแบ่งคลื่นช่องสัญญาณ ช่องสัญญาณละ 6MHz
รองรับภาพระบบ HD บีบอัดภาพแบบ MPEG2
รองรับเสียง Dolby 5.1
รองรับ Datacasting หรือ เมนูโต้ตอบแบบ Interactive ได้
รองรับการจัดเก็บไฟล์ที่อัดตรงจากทีวี โดยจะออกมาเป็นไฟล์ .ts (ญี่ปุ่นจะใช้ .ts และ .mpg)
รองรับซับไตเติ้ลแบบ Closed Caption
สมารถทำ Sub-Channels ได้ โดย1ช่องสัญญาณสามารถทำช่อง HD 1ช่องพร้อมช่อง SD ได้มากสุด6ช่อง
รุ่น 2.0 (มาตรฐาน A/72 รับรองมาตรฐานในปี ค.ศ.2008 ยังไม่ได้เริ่มใช้งาน) สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาจาก รุ่น 1.0
รองรับภาพระบบ HD บีบอัดภาพแบบ H.264/MPEG4 AVC
รองรับการผสมสัญญาณอินเตอร์เน็ตเข้าไปสัญญาณทีวี
รุ่น 3.0 (ยังไม่ได้เริ่มใช้) สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาจาก รุ่น 1.0 และ 2.0
รองรับภาพแบบ 4K (3840x2160) บนเฟรมเรต 60FPS
การดำเนินการ
อเมริกา
ในอเมริกาหลังจากที่ได้เริ่มออกอากาศทีวีดิจิตอลไปแล้ว ก็ได้มีมาตรการในการให้คนเปลี่ยนไปใช้ทีวีดิจิตอลให้เร็วที่สุดโดยการแจกคูปองบ้านละ 50ดอลลาร์ เพื่อไปซื้อกล่องทีวีดิจิตอลหรือซื้อทีวีที่รองรับทีวีดิจิตอลในตัว ในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มีคนประท้วงกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพวกเค้าคิดว่ามันทำให้การดูทีวีเป็นเรื่องยุ่งยาก แถมยังเกิดปัญหาในการรับชมทีวีดิจิตอลในหลายจุดทั่วประเทศ เช่น ตอนที่เริ่มทดลองออกอากาศในปี ค.ศ.1998 ซึ่งตอนนั้นเสาส่งอยู่ที่ตึก World Trade Center ในนิวยอร์ก พอเหตุการณ์ 911 ผ่านไป ทำให้ทีวีดิจิตอลในเขตเกาะแมนฮัตตันช่วงนั้นมีปัญหาสัญญาณตีกัน เพราะเสาส่งไม่ทั่วถึง แต่ตอนนี้แก้เสร็จนานหลายปีแล้ว หรือการที่สถานีโทรทัศน์ในแถบเทือกเขาร๊อกกี้ขอใช้การออกอากาศทีวีอนาล๊อกแบบเดิมเพราะการตั้งระบบทีวีดิจิตอลใหม่ยุ่งยาก เนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย และขอใช้กฎหมาย DTV Delay Act (อเมริกาให้ทุกช่องเป็นทีวีดิจิตอลทุกช่องและปิดทีวีอนาล๊อกทั้งหมดในวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ.2009 แต่กฎหมายนี้จะยกเว้นเส้นตายให้สถานีขนาดเล็กหรือ Low Power Station) ทำให้เลื่อนการออกอากาศทีวีดิจิตอลไปก่อน แต่ตอนนี้ได้ทำการเปลี่ยนเป็นทีวีดิจิตอลทั้งหมดแล้ว โดยอเมริกาขีดเส้นตายใหม่สำหรับสถานีโทรทัศน์ขนาดเล็กที่ใช้กฎ DTV Delay Act ที่ต้องเปลี่ยนเป็นทีวีดิจิตอลและต้องยกเลิกทีวีอนาล๊อกถาวร ในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ.2015
เกาหลีใต้
ในเกาหลีใต้เริ่มทดลองออกอากาศทีวีดิจิตอลในปี ค.ศ.1998 โดยออกอากาศควบคู่กัน2ระบบทั้ง DVB-T และ ATSC และออกอากาศอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.2001 (แต่ก็ยังใช้2ระบบอยู่) โดยได้เริ่มออกอากาศระบบภาพ HD ในช่วงที่มีการแข่งขัน ฟุตบอลโลกปี ค.ศ.2002 ที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพร่วมกัน และหลังจากนั้นก็ใช้ระบบภาพแบบ HD อย่างจริงจัง ทั้งในรายการเพลง รายการข่าว รายการกีฬา ละครซีรี่ส์ ในทุกช่องใหญ่ของประเทศ นั่นก็คือ KBS1, KBS2, SBS, MBC, EBS และช่องท้องถิ่นของแต่ละเขตทั่วประเทศ ให้เป็นระบบภาพแบบ HD ในปี ค.ศ.2005 ทางรัฐบาลเกาหลีใต้เลือกระบบ ATSC เป็นมาตรฐานทีวีดิจิตอล โดยได้เริ่มออกอากาศทีวีดิจิตอลมือถือในระบบ DMB ด้วยในปีเดียวกัน ในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ.2010 เวลา 14.00น. ได้เริ่มการปิดทีวีอนาล๊อกในเขตอัลจิน และค่อยๆปิดไปเรื่อยๆที่เขต จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ.2012 เวลา 4.00น ได้ปิดทีวีอนาล๊อกเสร็จสมบูรณ์ทั้งประเทศ ทำให้ในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.2013 ทุกช่องฟรีทีวีได้ร่วมใจกันตัดคำว่า HD ออกจากโลโก้ช่อง (เพราะทุกช่องเป็น HD กันหมดแล้ว) พร้อมเอาโลโก้และตัวหนังสือต่างๆชิดขอบจอ

ประเทศที่ใช้ ATSC
แคนาดา
โดมินิกัน
เอล ซัลวาดอร์
ฮอนดูรัส
เม็กซิโก
สหรัฐอเมริกา
เปอร์โต ริโก้
เกาะเวอร์จิ้น
อเมริกันซามัว
เกาะกวม
หมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียน่า
เกาหลีใต้
1ช่องสัญญาณใส่ได้เท่าไร? ตามสเปคของ ATSC ต้นตำรับจากอเมริกา
รุปแบบคลื่นสัญญาณ = UHF บิตเรตสัญญาณต่อ1ช่องสัญญาณ = 19.39Mb/s แบนวิทช่องสัญญาณ = 6MHz
คุณสมบัติช่อง HD ที่ช่องทีวีใช้กัน
อเมริกา
ระบบบีบอัดสัญญาณ = MPEG2
บิตเรตรวมต่อ1ช่องทีวี = 16Mb/s
ความละเอียดภาพ = 1920x1080
บิตเรตภาพ = 14.5Mb/s
เฟรมเรตจริง = 59.94FPS
เสียง = เสียงภาษาหลัก(อังกฤษ) Dolby Digital 5.1CH (บิตเรต384Kb/s), เสียงภาษารอง(สเปน) Dolby Digital 2CH (บิตเรต192Kb/s)
เกาหลีใต้
ระบบบีบอัดสัญญาณ = MPEG2
บิตเรตรวมต่อ1ช่องทีวี = 17.8-18Mb/s
ความละเอียดภาพ = 1920x1080
บิตเรตภาพ = 16.5-17Mb/s
เฟรมเรตจริง = 59.94FPS
เสียง = เสียงหลัก Dolby Digital 2CH (ช่องKBS,SBS 384Kb/s ช่องMBC 448Kb/s), Dolby Digital 5.1 (384Kb/s), เสียงภาษารอง Dolby Digital 2CH (192Kb/s)
อันนี้แถมสเปคช่องน้องใหม่ของเกาหลี JTBC ใช้แปลกกว่าช่องอื่น
ระบบบีบอัดสัญญาณ = MPEG4 AVC
บิตเรตรวมต่อ1ช่องทีวี = 8.6Mb/s
ความละเอียดภาพ = 1920x1080
บิตเรตภาพ = 7.8Mb/s
เฟรมเรตจริง = 59.94FPS
เสียง = Dolby Digital 5.1CH (384Kb/s)
DVB-T2 [แก้]
DVB-T2 คืออะไร
DVB-T2 เป็นมาตรฐานการส่งโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัลที่ก้าวหน้าและทันสมัยที่สุด ที่มี ประสิทธิภาพการใช้งานสูงสุดในขณะนี้ สัญญาณมีความคงทน และมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน ได้นำเสนอ การผสมสัญญาณ (modulation) ระบบใหม่สุด และเทคนิคการเข้ารหัสสัญญาณที่มีประสิทธิภาพสูงเท่าที่มีใช้งาน ในการส่งโทรทัศน์ในคลื่นความถี่ที่ส่งสัญญาณภาพ และเสียง และการบริการส่งข้อมูลที่ใช้สำหรับ เครื่องรับ โทรทัศน์แบบเคลื่อนที่ (portable) และเครื่องรับโทรทัศน์แบบมือถือ (mobile) การใช้เทคนิคใหม่นี้ทำให้ DVB-T2 มีประสิทธิภาพอย่างน้อยสูงกว่า 50% ของประสิทธิภาพการส่งโทรทัศน์ภาคพื้น ดินระบบดิจิทัลอื่น ๆ ที่ใช้งานใน โลก

ความเป็นมาของ DVB-T
DVB-T เป็นมาตรฐานการส่งโทรทัศน์ภาคพื้น ดินระบบดิจิทัล ที่หลายประเทศนำมาใช้งานอย่าง กว้างขวาง โดยเริ่มประกาศตัวเป็นทางการในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2540 และมี 68 ประเทศ นำ DVB-T ไปใช้งาน บริการส่งโทรทัศน์ และมากกว่า 59 ประเทศยอมรับมาตรฐานไปใช้งาน ส่วนที่สำคัญที่ยอมรับในการประกาศใช้ มาตรฐาน DVB-T สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดหาเครื่องรับโทรทัศน์ที่มีราคาต่ำ และมีความยืดหยุ่น เพียงพอในการดำเนินการเชิงธุรกิจ ดังนัน้ ในช่วงระยะเวลาที่เลิกการส่งโทรทัศน์ภาคพืน้ ดินระบบอนาล็อกใกล้เข้า มา ในกลุ่มประเทศยุโรป ได้สร้างแรงผลักดันในการปรับปรุงมาตรฐานการส่งโทรทัศน์ในเรื่องประสิทธิภาพการใช้ คลื่นความถี่ให้ทันสมัย เหมือนความสำเร็จในการปรับปรุงมาตรฐานการส่งโทรทัศน์ผ่านระบบดาวเทียม DVB-S2 ที่ได้ดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกันมาตรฐานการส่งโทรทัศน์ทัง้ หมดของ DVB การส่งโทรทัศน์ภาคพืน้ ดินระบบดิจิทัล DVB-T2 มีพืน้ ฐานขึน้ อยู่กับความต้องการในการตอบสนองเชิงธุรกิจ ส่วน

Short URL click!
<< กลับคืน : เข้าชม 2,909 ครั้ง : ขึ้นไปด้านบน

รับทำเว็บไซต์ รับสร้างเว็บไซต์ รับออกแบบเว็บ รับเขียนเว็บ รับสอนทำเว็บ รับเช่า hosting รับเช่าพื้นที่เว็บไซต์ จดชื่อเว็บ รับโปรโมทเว็บไซต์ รับดูแลเว็บ SiteMap
สปริงเกอร์http://www.xn--22c2c4blb9n.xn--o3cw4h/